ใครเป็นผู้รับภาระภาษี? หน้าที่ตามกฎหมาย ภาระทางเศรษฐกิจ และความยืดหยุ่น
กฎหมายระบุผู้ยื่นภาษี แต่ไม่ชี้ว่าใครรับภาระจริง อธิบายความยืดหยุ่นของตลาดผ่านตัวอย่างภาษี 20 ดอลลาร์ พร้อมสรุปงานวิจัยภาษีเงินเดือนและ VAT ตลอดจนข้อจำกัด
ในคู่มือนี้หน้าที่ตามกฎหมายและภาระทางเศรษฐกิจเป็นคนละคำถาม
สรุปสั้น
ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้ส่งภาษีแก่รัฐไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รับภาระต้นทุนทางเศรษฐกิจทั้งหมด ในแบบจำลองอุปสงค์และอุปทานที่แข่งขันกัน ฝ่ายที่ตอบสนองต่อราคาน้อยกว่ามักรับภาระภาษีต่อหน่วยในสัดส่วนที่มากกว่า แต่ผลจริงขึ้นอยู่กับภาวะตลาด ช่วงเวลา และการออกแบบภาษี
หน้าที่ตามกฎหมายและภาระทางเศรษฐกิจเป็นคนละคำถาม
กฎภาษีกำหนดว่าใครมีหน้าที่ตามกฎหมายในการชำระภาษี หรือใครต้องเรียกเก็บและนำส่งภาษี นักเศรษฐศาสตร์เรียกการแบ่งหน้าที่นี้ว่าภาระภาษีตามกฎหมาย ร้านค้าอาจยื่นภาษีการขาย นายจ้างอาจนำส่งเงินสมทบจากเงินเดือน หรือผู้นำเข้าอาจต้องชำระอากรศุลกากร ข้อมูลนี้บอกว่าใครจัดการการชำระเงินตามกฎ แต่ไม่ได้บอกด้วยตัวเองว่าเมื่อผู้คนและธุรกิจปรับตัวแล้ว กำลังซื้อ รายได้ หรือทางเลือกของใครลดลง
ภาระภาษีทางเศรษฐกิจถามว่าใครเสียประโยชน์หลังราคา ค่าแรง กำไร การจ้างงาน และการตัดสินใจอื่นปรับตามภาษี ผู้ขายที่นำส่งภาษีการขายอาจขึ้นราคาสำหรับลูกค้า ผู้ซื้อที่ถูกเรียกเก็บภาษีตามกฎหมายอาจต่อรองราคาก่อนภาษีให้ต่ำลง ภาษีเงินเดือนที่นายจ้างรับผิดชอบอาจส่งผลต่อค่าแรง การจ้างงาน ราคาสินค้า หรือผลตอบแทนของเจ้าของกิจการ ภาระอาจแบ่งกันหลายฝ่าย ดังนั้นคำกล่าวว่า “ธุรกิจเป็นคนจ่าย” หรือ “ผู้บริโภคเป็นคนจ่าย” จึงยังไม่อธิบายภาระทางเศรษฐกิจทั้งหมด
ควรแยกสามบทบาทออกจากกัน ได้แก่ ใครมีหน้าที่ตามกฎหมาย ใครเป็นผู้เรียกเก็บหรือโอนเงินให้รัฐ และใครเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริงหลังตลาดปรับตัว ทั้งสามบทบาทอาจเป็นฝ่ายเดียวกันหรือคนละฝ่ายก็ได้ ในแบบจำลองตลาดอย่างง่าย นักเศรษฐศาสตร์เปรียบเทียบราคาที่ผู้ซื้อจ่ายกับราคาสุทธิที่ผู้ขายได้รับหลังหักภาษี สำหรับนโยบายที่กว้างขึ้น คนทำงาน เจ้าของทุน ผู้ซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่เข้าสู่หรือออกจากตลาดก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน
รายได้ภาษีเป็นการโอนเงินไปยังรัฐ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับภาระทางเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ภาระยังพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของส่วนเกินผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปด้วย บริการสาธารณะที่ใช้รายได้ภาษีสนับสนุนอาจส่งผลต่อสวัสดิการ แต่ประโยชน์นั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์การกระจายผลได้ผลเสีย และควรแยกจากภาระของตัวภาษีเอง
ภาษีต่อหน่วยสร้างช่องว่างระหว่างราคาอย่างไร
ในตลาดที่แข่งขันกัน ผู้ซื้อสนใจราคาที่ตนจ่าย ส่วนผู้ขายสนใจราคาสุทธิที่เหลือหลังหักต้นทุนและภาษี ภาษีจำนวน t ต่อหน่วยทำให้เกิดช่องว่าง โดยราคาที่ผู้ซื้อจ่ายเท่ากับราคาสุทธิที่ผู้ขายได้รับบวก t กฎหมายอาจกำหนดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ส่งเงินภาษี แต่ผลของตลาดต้องสะท้อนช่องว่างนี้ไม่ว่าหน้าที่นำส่งจะตกอยู่กับใคร {source:openStaxElasticityTaxIncidence}
หลังเก็บภาษี ราคาที่ผู้ซื้อจ่ายมักสูงขึ้น ราคาสุทธิที่ผู้ขายได้รับมักลดลง และมีการซื้อขายสินค้าน้อยลง ผลต่างระหว่างราคาทั้งสองคือภาษีต่อสินค้าหนึ่งหน่วยที่ยังซื้อขายกัน สัดส่วนที่แต่ละฝ่ายรับขึ้นอยู่กับว่าผู้ซื้อและผู้ขายเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายเพียงใดเมื่อราคาเปลี่ยน
สำหรับภาษีขนาดเล็กใกล้จุดดุลยภาพของตลาดแข่งขัน สามารถใช้ค่าประมาณเฉพาะบริเวณได้ดังนี้
- สัดส่วนที่ผู้ซื้อรับ ≈ ความยืดหยุ่นของอุปทาน ÷ (ความยืดหยุ่นของอุปทาน + ค่าสัมบูรณ์ของความยืดหยุ่นของอุปสงค์)
- สัดส่วนที่ผู้ขายรับ ≈ ค่าสัมบูรณ์ของความยืดหยุ่นของอุปสงค์ ÷ (ความยืดหยุ่นของอุปทาน + ค่าสัมบูรณ์ของความยืดหยุ่นของอุปสงค์)
ความยืดหยุ่นวัดว่าปริมาณเปลี่ยนเป็นกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อราคาเปลี่ยนเป็นเปอร์เซ็นต์ ค่าทั้งสองเป็นเพียงการประมาณเฉพาะบริเวณ ไม่ใช่กฎที่ใช้ได้กับภาษีทุกชนิด โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าตลาดแข่งขัน มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย กำหนดสินค้าและช่วงเวลาไว้ชัดเจน และไม่มีการเปลี่ยนคุณภาพ อำนาจตลาด หรือนโยบายครั้งใหญ่พร้อมกัน แนวคิดหลักคือฝ่ายที่มีทางเลือกจริงน้อยกว่าจะหลีกเลี่ยงภาษีได้ยากกว่า {source:openStaxElasticityTaxIncidence}
ตัวอย่างคำนวณ: ใครรับภาษี 20 ดอลลาร์
สมมติว่าอุปสงค์ผกผันของผู้ซื้อคือ Pᶜ = 100 − Q และอุปทานผกผันของผู้ขายก่อนมีภาษีคือ Pᵖ = 20 + Q โดย Pᶜ คือราคาที่ผู้ซื้อจ่าย Pᵖ คือราคาสุทธิที่ผู้ขายได้รับ และ Q คือจำนวนหน่วยที่ซื้อขายกัน สมการดอลลาร์เหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อให้เห็นวิธีคำนวณอย่างชัดเจน ไม่ได้อธิบายสินค้าหรือตลาดของประเทศใดโดยเฉพาะ
| ผลลัพธ์ของตลาด | ปริมาณ | ราคาที่ผู้ซื้อจ่าย | ราคาสุทธิที่ผู้ขายได้รับ |
|---|---|---|---|
| ก่อนเก็บภาษี | 40 | 60 ดอลลาร์ | 60 ดอลลาร์ |
| หลังเก็บภาษี 20 ดอลลาร์ต่อหน่วย | 30 | 70 ดอลลาร์ | 50 ดอลลาร์ |
ก่อนเก็บภาษี ตั้ง 100 − Q เท่ากับ 20 + Q จะได้ Q = 40 และราคา 60 ดอลลาร์ เมื่อมีภาษี ความเต็มใจจ่ายของผู้ซื้อต้องครอบคลุมราคาสุทธิของผู้ขายบวกภาษี 20 ดอลลาร์: 100 − Q = 20 + Q + 20 ปริมาณใหม่จึงเท่ากับ 30 ผู้ซื้อจ่าย 70 ดอลลาร์ ส่วนผู้ขายได้รับสุทธิ 50 ดอลลาร์ ในตัวอย่างนี้ ช่องว่างราคา 20 ดอลลาร์แบ่งเท่ากัน ราคาผู้ซื้อเพิ่ม 10 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาสุทธิของผู้ขายลด 10 ดอลลาร์
รายได้ภาษีเท่ากับ 20 ดอลลาร์ × 30 หน่วย = 600 ดอลลาร์ เงินส่วนนี้เป็นการโอนไปยังงบประมาณสาธารณะ ไม่ใช่ความสูญเสียส่วนเกินโดยตรง แต่ปริมาณซื้อขายลดลง 10 หน่วย ทำให้ธุรกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายหายไป เมื่อใช้เส้นอุปสงค์และอุปทานตรงตามตัวอย่าง พื้นที่ส่วนเกินที่สูญเสียคือรูปสามเหลี่ยมเท่ากับ 1/2 × 20 ดอลลาร์ × 10 = 100 ดอลลาร์ การแบ่งเงินภาษีกับต้นทุนด้านประสิทธิภาพจากการซื้อขายที่ลดลงจึงเป็นคนละเรื่อง
การแบ่งภาระครึ่งต่อครึ่งเกิดจากความชันของเส้นในตัวอย่างนี้ ไม่ใช่ข้อสรุปทั่วไป หากอุปสงค์ตอบสนองต่อราคาน้อยกว่าอุปทานมาก ผู้ซื้อมักรับสัดส่วนมากกว่าผ่านราคาที่สูงขึ้น หากอุปทานตอบสนองน้อยกว่า ผู้ขายมักรับสัดส่วนมากกว่าผ่านราคาสุทธิที่ลดลง ไม่ว่ากรณีใด ผู้ขายก็อาจเป็นฝ่ายที่กฎหมายกำหนดให้ส่งภาษีได้
เหตุใดความยืดหยุ่นสัมพัทธ์จึงกำหนดการแบ่งภาระ
หากผู้ซื้อมีสินค้าทดแทนน้อยในช่วงเวลาที่ศึกษา อุปสงค์จะค่อนข้างไม่ยืดหยุ่น ราคาที่สูงขึ้นจึงทำให้ปริมาณซื้อลดลงเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกัน ผู้ขายอาจส่งผ่านภาษีไปยังราคาที่ผู้ซื้อจ่ายได้มากขึ้นก่อนเสียยอดขายจำนวนมาก สินค้าจำเป็นที่นิยามแคบอาจมีตัวเลือกทดแทนน้อยในระยะสั้น แต่การเรียกสินค้าว่า “จำเป็น” ไม่ได้พิสูจน์ความยืดหยุ่นด้วยตัวเอง ต้องดูทางเลือกจริงและเวลาที่ผู้ซื้อมีเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม
การผลิตก็ปรับได้ยากเช่นกัน เครื่องจักรเฉพาะทาง ที่ดินมีจำกัด กำลังการผลิตคงที่ หรือใช้เวลาสร้างโรงงานนานอาจทำให้อุปทานไม่ยืดหยุ่น ผู้ขายจึงย้ายทรัพยากรไปใช้อย่างอื่นได้ยากและอาจรับภาษีมากขึ้นผ่านผลตอบแทนสุทธิที่ลดลง เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทอาจเข้าสู่หรือออกจากตลาด คนทำงานอาจเปลี่ยนงาน ผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปซื้อสินค้าอื่น และผู้ผลิตอาจเปลี่ยนวิธีผลิต การตอบสนองเหล่านี้อาจเปลี่ยนความยืดหยุ่นทั้งสองด้านและเปลี่ยนสัดส่วนภาระ
“ไม่ยืดหยุ่น” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีการตอบสนอง” แต่หมายถึงในช่วงที่วัด ปริมาณเปลี่ยนเป็นเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าราคา หากความยืดหยุ่นของอุปสงค์เท่ากับ −0.5 และของอุปทานเท่ากับ 1.5 สูตรเฉพาะบริเวณบอกว่า สำหรับภาษีต่อหน่วยขนาดเล็ก ผู้ซื้อรับประมาณ 75% และผู้ขายประมาณ 25% หากสลับค่าความยืดหยุ่น สัดส่วนโดยประมาณก็สลับกัน นี่เป็นตัวอย่างอธิบายสูตร ไม่ใช่ค่าประมาณของตลาดจริง
ความยืดหยุ่นขึ้นอยู่กับวิธีนิยามตลาดและช่วงเวลาที่พิจารณา ผู้ซื้ออาจมีทางเลือกน้อยในสัปดาห์นี้ แต่มีมากขึ้นในปีหน้า คนทำงานอาจย้ายถิ่นฐานไม่ได้ในระยะสั้น แต่ย้ายหรือฝึกทักษะใหม่ได้ในภายหลัง บริษัทอาจไม่มีกำลังการผลิตเหลือวันนี้ ขณะที่มีคู่แข่งใหม่เข้าตลาดในอนาคต ข้ออ้างเรื่องภาระภาษีจึงควรระบุว่าความยืดหยุ่นนั้นหมายถึงคน สินค้า พื้นที่ และช่วงเวลาใด {source:openStaxElasticityTaxIncidence}
สิ่งที่แบบจำลองตลาดแข่งขันไม่ได้ครอบคลุม
แบบจำลองพื้นฐานช่วยอธิบายว่าทำไมชื่อบนแบบฟอร์มภาษีจึงไม่กำหนดผู้รับภาระสุดท้าย แต่ตลาดจริงอาจไม่เป็นไปตามสมมติฐาน หากมีบริษัทแข่งขันกันไม่กี่แห่ง การตั้งราคาอาจขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และส่วนบวกจากต้นทุน อำนาจต่อรอง ราคาที่รัฐกำกับ สัญญาระยะยาว การแข่งขันจากสินค้านำเข้า หรือข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตอาจเปลี่ยนวิธีปรับตัว ภาษียังอาจกระทบคุณภาพ การลงทุน ชั่วโมงทำงาน การจ้างงาน หรือการเข้าตลาด ไม่ใช่แค่ราคาที่ประกาศขาย
ฐานภาษีและการออกแบบภาษีก็สำคัญ ภาษีต่อหน่วยสร้างช่องว่างคงที่ต่อสินค้าแต่ละหน่วย ส่วนภาษีร้อยละจะเปลี่ยนตามราคาซื้อขาย ภาษีที่เก็บจากรายได้ทุกส่วนอาจให้ผลต่างจากภาษีที่เริ่มเก็บเมื่อรายได้เกินเกณฑ์ การยกเว้น เครดิตภาษี ค่าลดหย่อน เวลาที่เก็บเงิน และการใช้รายได้ภาษีอาจเปลี่ยนพฤติกรรมกับการกระจายภาระ การวิเคราะห์ภาระเปรียบเทียบภาษีที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนกับสถานการณ์สมมติที่ไม่มีภาษีนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าสมมติฐานจะเป็น “อย่างอื่นเหมือนเดิมทั้งหมด” เสมอไป
ช่วงเวลาก็มีความสำคัญ ราคา ค่าแรง และสัญญาไม่ได้ปรับพร้อมกัน บริษัทอาจรับต้นทุนภาษีไว้ก่อนแล้วปรับราคาในภายหลัง หรือราคาอาจขยับก่อนวันที่ภาษีมีผล ในตลาดแรงงาน ค่าแรงและการจ้างงานอาจตอบสนองคนละจังหวะ ผลระยะยาวจึงไม่ได้ตกกับผู้บริโภค คนทำงาน หรือเจ้าของกิจการในสัดส่วนคงที่โดยอัตโนมัติ แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของตลาดและส่วนอื่นของเศรษฐกิจ
สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO) อธิบายว่าการส่งผ่านภาษีทางอ้อมไปยังผู้บริโภคขึ้นอยู่กับภาวะของแต่ละภาคธุรกิจ เช่น จำนวนบริษัท โอกาสที่บริษัทใหม่จะเข้าตลาด และความอ่อนไหวต่อราคาของอุปสงค์เมื่อเทียบกับอุปทาน CBO ยังอธิบายว่าภาษีทางอ้อมอาจลดรายได้ที่ใช้จ่ายเป็นค่าแรงและกำไร ซึ่งส่งผลต่อรายรับจากภาษีเงินได้และภาษีเงินเดือนได้ ไม่ว่าผู้บริโภคหรือผู้ผลิตจะรับภาระภาษีเดิมในท้ายที่สุด ผลทางงบประมาณนี้ไม่ใช่สัดส่วนภาระเศรษฐกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต {source:cboIndirectTaxIncidence2022}
งานศึกษาภาษีเงินเดือนบอกอะไรและไม่ได้บอกอะไร
กฎหมายอาจแบ่งภาษีเงินเดือนระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ผลทางเศรษฐกิจอาจปรากฏในเงินเดือนสุทธิ ต้นทุนของนายจ้าง การจ้างงาน ชั่วโมงทำงาน ราคา หรือผลตอบแทนของเจ้าของกิจการ แบบจำลองอาจคาดว่าภาระบางส่วนจะสะท้อนในค่าตอบแทนเมื่อเวลาผ่านไป แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าการขึ้นภาษีแต่ละครั้งจะถูกส่งผ่านไปยังค่าจ้างทั้งหมด
เอกสารวิจัยของ CBO ปี 2021 ระบุว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ในสหรัฐฯ มีจำกัดและโดยทั่วไปไม่ได้ใช้แทนการเปลี่ยนแปลงภาษีเงินเดือนของรัฐบาลกลางได้โดยตรง การวิเคราะห์ดุลยภาพบางส่วนระยะสั้นที่อาศัยข้อมูลแบบยื่นภาษีและค่าประมาณความยืดหยุ่นประเมินว่า การขึ้นอัตราภาษีเงินเดือนที่ใช้กับรายได้ทุกระดับทำให้ลูกจ้างรับภาระเพิ่มเติม 58% ผลต่างกันตามการออกแบบภาษี ในแบบจำลองระยะสั้น ลูกจ้างรับภาระประมาณ 23% เมื่อขึ้นภาษีเพิ่มของ Medicare และ 62% เมื่อขึ้นอัตราภาษี OASDI หากเปลี่ยนเพดานหรือเพิ่มสัดส่วนค่าตอบแทนที่ต้องเสียภาษี แบบจำลองประเมินว่าลูกจ้างรับภาระรวมในสัดส่วนมากขึ้น ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณจากแบบจำลองสำหรับการเปลี่ยนภาษีบางกรณีในสหรัฐฯ ไม่ใช่สัดส่วนที่พบได้ทั่วไปในทุกประเทศ งานวิจัยระบุว่าภาระระยะยาวขึ้นอยู่กับผลต่อเศรษฐกิจมหภาคและการนำรายได้ภาษีไปใช้ งานศึกษาวิเคราะห์ผลระยะยาวในกรอบดุลยภาพทั่วไปแยกต่างหาก ตัวเลขต่อไปนี้เป็นค่าประมาณดุลยภาพบางส่วนระยะสั้น ไม่ใช่การพยากรณ์ดุลยภาพทั่วไประยะยาว {source:cboPayrollTaxIncidence2021}
เอกสารวิจัยของสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ปี 2024 ศึกษาการขึ้นภาษีประกันการว่างงานของรัฐ ซึ่งส่งผลอย่างไม่คาดคิดต่อนายจ้างที่ได้รับผลกระทบมากกว่า โดยใช้ข้อมูลที่เชื่อมโยงนายจ้าง ลูกจ้าง และช่วงเวลาการทำงาน พบว่าการเติบโตของการจ้างงานลดลงจากการรับคนใหม่น้อยลง และมีหลักฐานเพียงเล็กน้อยว่าภาษีส่งผ่านไปยังรายได้จากงานในบริบทที่ศึกษา ผลลบต่อการจ้างงานเด่นชัดกว่าในกลุ่มคนทำงานอายุน้อยและบริษัทที่มีสถานประกอบการแห่งเดียว ผลนี้แสดงให้เห็นว่าการจ้างงานเป็นช่องทางปรับตัวนอกเหนือจากค่าแรง แต่ไม่ได้แปลว่าภาษีเงินเดือนทุกชนิดให้ผลเหมือนกันหรือค่าแรงจะไม่ปรับในภายหลัง การเปลี่ยนภาษี นายจ้าง ลูกจ้าง และช่วงเวลาสังเกตเป็นขอบเขตเฉพาะของงานชิ้นนี้ นี่คือเอกสารวิจัยของ Center for Economic Studies ในสำนักงานสำมะโนประชากร โดยระบุว่าข้อสรุปเป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องสะท้อนความเห็นของสำนักงาน และไม่ควรถือเป็นการรับรองจากหน่วยงาน {source:censusPayrollTaxIncidenceUi2024}
เมื่ออ่านสองงานนี้ร่วมกันจะเห็นว่าต้องดูทั้งการเปลี่ยนภาษีและผลลัพธ์ที่วัด CBO เสนอผลจำลองสำหรับการเปลี่ยนภาษีเงินเดือนของรัฐบาลกลางบางกรณี ส่วนงานของสำนักงานสำมะโนประชากรศึกษาภาษีประกันการว่างงานของรัฐที่เปลี่ยนไปตามนายจ้างและเวลา และพบผลด้านการจ้างงานพร้อมการส่งผ่านไปยังค่าแรงเพียงเล็กน้อยในกลุ่มตัวอย่าง ไม่มีงานใดยืนยันคำกล่าวง่าย ๆ ว่า “นายจ้างจ่ายเสมอ” หรือ “ลูกจ้างจ่ายเสมอ” ควรตรวจสอบว่าข้ออ้างนั้นวัดค่าแรง การจ้าง ชั่วโมงทำงาน ราคา กำไร หรือสวัสดิการ และใช้ช่วงเวลาเท่าใด อ่านเพิ่มเติมเรื่องการแบ่งรายได้ระหว่างแรงงานกับปัจจัยการผลิตอื่นได้ที่ ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานคืออะไร? สูตรและวิธีวัด
การส่งผ่าน VAT แตกต่างกันตามการปฏิรูปและพื้นที่
โดยทั่วไปธุรกิจนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในหลายขั้นตอนของการผลิต แต่ผู้บริโภค ผู้ผลิต และแรงงานอาจแบ่งภาระทางเศรษฐกิจร่วมกัน การส่งผ่านไปยังราคาผู้บริโภคเป็นส่วนหนึ่งของภาระที่สังเกตได้ โดยวัดว่าราคาเปลี่ยนเท่าใดเมื่ออัตราภาษีเปลี่ยน แต่ไม่ได้ครอบคลุมผลทั้งหมดต่อค่าแรง กำไร ปริมาณซื้อขาย หรือสวัสดิการครัวเรือน
เอกสารวิจัยของ IMF ศึกษาการเปลี่ยน VAT 1,231 ครั้งใน 67 หมวดการบริโภคของประเทศในยูโรโซนระหว่างปี 1999 ถึง 2013 ค่าประมาณรวมสำหรับการเปลี่ยนหลายประเภทให้การส่งผ่านทั้งหมดราว 29–32% แต่ค่าเฉลี่ยบดบังความแตกต่าง การเปลี่ยนอัตรามาตรฐานมีการปรับราคาล่วงหน้าและภายหลัง ค่าประมาณระยะยาวสูงกว่าการส่งผ่านเต็มจำนวน แต่ไม่แตกต่างจาก 100% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนอัตราลดมีการส่งผ่านระยะยาวประมาณ 30% ขณะที่การย้ายสินค้าไปอยู่คนละกลุ่มอัตราภาษีมีการตอบสนองของราคาเฉลี่ยต่ำ ผลขึ้นอยู่กับกลุ่มตัวอย่าง นิยาม และวิธีประมาณ ผู้เขียนเตือนว่าการปฏิรูปสินค้าเฉพาะรายการไม่ได้ทำนายการเปลี่ยนอัตรามาตรฐานในวงกว้างเสมอไป งานศึกษาวัดการส่งผ่านไปยังราคาผู้บริโภค ช่วง 29–32% มาจากแบบจำลองรวมสองแบบที่มีตัวแปรควบคุม ส่วนแบบจำลองรวมที่ไม่มีตัวแปรควบคุมประเมินไว้ที่ 40% {source:imfVatPassThrough2015}
งานศึกษา IMF เกี่ยวกับเม็กซิโกเปรียบเทียบการปฏิรูป VAT สองครั้งที่ต่างกันและเพิ่มอัตรา 5 จุดเปอร์เซ็นต์เท่ากัน ในเดือนมีนาคม 1995 อัตราทั่วไปนอกเมืองชายแดนเพิ่มจาก 10% เป็น 15% ส่วนเดือนมกราคม 2014 อัตราในเมืองชายแดนเพิ่มจาก 11% เป็น 16% โดยไม่เปลี่ยนอัตราทั่วไป สำหรับปี 1995 ผู้วิจัยประเมินว่าอัตราที่เพิ่มขึ้นทุก 1 จุดเปอร์เซ็นต์สัมพันธ์กับราคาที่เพิ่มประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือการส่งผ่านราว 40% สำหรับการปฏิรูปเมืองชายแดนปี 2014 การตอบสนองของราคาโดยรวมที่ประเมินไว้คือประมาณ 0.14 จุดเปอร์เซ็นต์สำหรับการปฏิรูปนั้น ตัวเลขนี้ไม่ใช่ค่าต่อการขึ้นอัตรา 1 จุดเปอร์เซ็นต์ สำหรับสินค้าที่เสียภาษี การส่งผ่านที่ประเมินได้อยู่ที่ราว 50% ในปี 1995 และน้อยกว่าครึ่งหนึ่งในปี 2014 เนื่องจากการส่งผ่านไม่เต็มจำนวน งานศึกษาจึงสรุปว่าผู้ผลิตและผู้บริโภคแบ่งภาระกัน ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณจากเหตุการณ์เฉพาะ ไม่ใช่การพยากรณ์การเปลี่ยน VAT ในพื้นที่อื่น {source:imfVatMexicoPriceWelfare2018}
ราคาอาจปรับก่อนภาษีมีผล ในเดือนที่เริ่มใช้ หรือในเดือนถัดมา งานศึกษาในยูโรโซนพบว่ารูปแบบเวลาแตกต่างกันระหว่างอัตรามาตรฐาน อัตราลด และการจัดประเภทสินค้าใหม่ ระดับการแข่งขัน ขอบเขตฐานภาษี สินค้าทดแทน สินค้าคงทนเทียบกับสินค้าไม่คงทน เงินเฟ้อ และความถี่ในการปรับราคาล้วนมีส่วนได้ ข้อมูลราคาผู้บริโภคอย่างเดียวก็ไม่แสดงการกระจายภาระทั้งหมด ครัวเรือนซื้อสินค้าไม่เหมือนกัน และบริษัทอาจปรับค่าจ้าง ส่วนต่างกำไร หรือผลผลิตด้วย คำกล่าวว่า “VAT ส่งผ่านไปยังผู้บริโภค” จึงควรระบุประเทศ กลุ่มสินค้า ประเภทการปฏิรูป ช่วงเวลา และวิธีวัด เปรียบเทียบขอบเขตราคาของแต่ละดัชนีได้ที่ CPI, PCE และ GDP Deflator ต่างกันอย่างไร
วิธีประเมินข้ออ้างว่าใครเป็นผู้จ่ายภาษี
เริ่มจากดูว่ารายงานวัดอะไร หน้าที่ทางกฎหมายและการนำส่งอธิบายกฎและกระบวนการจัดเก็บ การเปลี่ยนราคาหน้าร้านเป็นหลักฐานเรื่องการส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ส่วนการเปลี่ยนค่าแรง การจ้างงาน หรือกำไรเป็นช่องทางปรับตัวอื่น การประเมินการกระจายภาระอาจรวมผลลัพธ์และสมมติฐานหลายอย่าง แนวคิดเหล่านี้เกี่ยวข้องกัน แต่ใช้แทนกันไม่ได้
ตรวจสอบสถานการณ์เปรียบเทียบและช่วงเวลาที่ใช้ ตัวเลขนั้นเทียบกับกรณีไม่มีภาษี อัตราเดิม ฐานภาษีที่ปรับตามดัชนี หรือแนวนโยบายอื่นหรือไม่ “ระยะสั้น” หมายถึงเดือนแรกหรือปีแรก หรือเป็นช่วงเวลาในแบบจำลองที่บริษัทและลูกจ้างยังปรับตัวไม่ได้ ค่าประมาณระยะยาวรวมการเข้าตลาด การย้ายถิ่น การลงทุน และการใช้รายได้ภาษีหรือไม่ ค่าประมาณราคาในระยะสั้นไม่ใช่สัดส่วนภาระถาวร
การปรับรายรับจากภาษีเงินได้และภาษีเงินเดือนของ CBO แสดงว่าควรแยกบัญชีงบประมาณออกจากภาระภาษี CBO ระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การปรับดังกล่าวมักอยู่ระหว่าง 21% ถึง 25% ของรายได้ภาษีทางอ้อมที่ประเมินไว้ เนื่องจากภาษีทางอ้อมที่ลดรายได้ซึ่งจะจ่ายให้ลูกจ้างและธุรกิจอาจทำให้รายรับจากภาษีอื่นลดลงด้วย CBO ใช้การปรับนี้ไม่ว่าผู้บริโภคหรือผู้ผลิตจะรับภาระภาษีเดิมในท้ายที่สุด ตัวเลข 21–25% เป็นการปรับรายรับงบประมาณ ไม่ใช่สัดส่วนภาษีที่ผู้บริโภคหรือลูกจ้างรับผิดชอบ ช่วง 21–25% จำกัดอยู่ที่ค่าประมาณรายได้ภาษีทางอ้อมซึ่งอยู่ในขอบเขตที่ CBO ใช้การปรับนี้ {source:cboIndirectTaxIncidence2022}
การสรุปอย่างรอบคอบควรระบุว่ากลุ่มใดรับภาระประมาณเท่าใด ผ่านช่องทางที่วัดอะไร ในงานศึกษาหรือแบบจำลองใด และในช่วงเวลาไหน อย่าเปลี่ยนผลที่มีเงื่อนไขให้กลายเป็นคำกล่าวทั่วไปว่า “คนกลุ่มนี้จ่ายภาษี” โดยไม่บอกหลักฐานและกลไกการปรับตัว คำตอบขึ้นอยู่กับกฎหมาย ตลาดที่ได้รับผล ความสามารถในการปรับตัวของแต่ละฝ่าย และช่วงเวลาที่วิเคราะห์ หากต้องการดูว่าภาษีและรายจ่ายส่งผลต่ออุปสงค์โดยรวมอย่างไร อ่านเรื่อง ตัวคูณทางการคลังคืออะไร? รายจ่ายรัฐ ภาษี และ GDP ส่วนการตอบสนองของกฎภาษีและสวัสดิการที่มีอยู่เมื่อเกิดภาวะถดถอยอธิบายใน Automatic stabilizers คืออะไร? ภาษี สวัสดิการ และภาวะถดถอย
คำถามที่พบบ่อย
Q1หากธุรกิจนำส่งภาษีให้รัฐ ธุรกิจเป็นผู้รับภาระทั้งหมดหรือไม่?
ไม่จำเป็น ธุรกิจอาจส่งผ่านต้นทุนบางส่วนผ่านราคา ค่าแรง การจ้างงาน หรือผลตอบแทนของเจ้าของ การแบ่งภาระสุดท้ายขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและการปรับตัวเมื่อเวลาผ่านไป ผู้มีหน้าที่นำส่งตามกฎหมายจึงไม่จำเป็นต้องรับภาระทางเศรษฐกิจทั้งหมด
Q2ฝ่ายที่ยืดหยุ่นน้อยกว่าต้องรับภาษีทั้งหมดเสมอหรือไม่?
ไม่ ในแบบจำลองพื้นฐาน ความยืดหยุ่นที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับอีกฝ่ายบ่งชี้ว่ารับภาระสัดส่วนมากกว่า ไม่ได้หมายถึงทั้งหมด ทั้งสองฝ่ายปรับตัวได้ และอำนาจตลาด สัญญา การเข้าตลาด การออกแบบภาษี และช่วงเวลาทำให้ผลเปลี่ยนไปได้
Q3ภาษีเงินเดือนถูกหักจากค่าจ้างลูกจ้างเสมอ และการขึ้น VAT ทำให้ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเต็มอัตราเสมอหรือไม่?
ไม่ ผลการศึกษาภาษีเงินเดือนแตกต่างตามการเปลี่ยนภาษี ตัวชี้วัด และบริบท บางกรณีมีผลต่อการจ้างงานนอกเหนือจากค่าแรง ส่วนการส่งผ่าน VAT ขึ้นอยู่กับการปฏิรูป สินค้า พื้นที่ และเวลา จึงไม่มีอัตราส่งผ่านเดียวที่ใช้ได้ทุกตลาด
แหล่งข้อมูลและการอ่านเพิ่มเติม
รายงานปัญหา
เราจะเตรียมอีเมลพร้อมลิงก์บทความนี้ Mark จะได้รับรายงานเมื่อคุณส่งอีเมลแล้วเท่านั้น
ตรวจสอบอย่างรวดเร็ว
อ่านคู่มือจบแล้ว ลองตอบคำถาม 3 ข้อ
คำถาม 01
ในแบบจำลองอุปสงค์และอุปทานที่แข่งขันกัน อะไรเป็นตัวกำหนดว่าใครรับภาษีต่อหน่วยมากกว่า?
เลือกคำตอบเพื่อดูคำอธิบาย
อภิธานศัพท์ออปชัน
A call or put whose strike is near the underlying price; it has little intrinsic value and often substantial sensitivity to time and volatility.
อ่านคู่มือฉบับละเอียดCall optionA contract that gives its holder the right, but not the obligation, to buy the underlying at the strike before or at expiration under the contract terms.
อ่านคู่มือฉบับละเอียด