CPI, PCE และ GDP Deflator ต่างกันอย่างไร
เข้าใจขอบเขต วิธีคำนวณ และจังหวะการเผยแพร่ของดัชนี CPI, PCE และ GDP deflator ของสหรัฐฯ
ในคู่มือนี้คำตอบสั้น ๆ: ทั้งสามดัชนีมีขอบเขตต่างกัน
สรุปสั้น
CPI วัดราคาที่ผู้บริโภคในเขตเมืองจ่ายให้กับตะกร้าสินค้าและบริการตัวแทน ส่วน PCE วัดรายจ่ายเพื่อการบริโภคของครัวเรือน รวมถึงบริการที่จ่ายแทนครัวเรือน เช่น Medicaid ขณะที่ GDP deflator วัดราคาสินค้าและบริการที่ผลิตในสหรัฐฯ ตัวเลขทั้งสามตอบคนละคำถาม จึงอาจเคลื่อนไหวไม่เท่ากัน
คำตอบสั้น ๆ: ทั้งสามดัชนีมีขอบเขตต่างกัน
CPI, PCE และ GDP implicit price deflator เป็นดัชนีราคาของสหรัฐฯ ที่ใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคา แต่ไม่ครอบคลุมชุดรายการเดียวกันและไม่ได้ใช้สูตรถ่วงน้ำหนักแบบเดียวกัน CPI เน้นราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคในเขตเมืองซื้อ PCE ครอบคลุมรายจ่ายเพื่อการบริโภคที่เกิดขึ้นโดยครัวเรือนหรือจ่ายในนามของครัวเรือน ส่วน GDP deflator ครอบคลุมผลผลิตขั้นสุดท้ายที่ผลิตภายในประเทศ
ดังนั้นคำว่า “เงินเฟ้อ” เพียงคำเดียวไม่ได้บอกว่ากำลังพูดถึงดัชนีใด หากต้องการเปรียบเทียบ ต้องจับคู่ดัชนี ช่วงเวลา การปรับฤดูกาล และนิยาม headline หรือ core ให้ตรงกันก่อน บทความนี้กล่าวถึงมาตรวัดระดับประเทศของสหรัฐฯ ไม่ใช่ดัชนีค่าครองชีพเฉพาะครัวเรือน
CPI วัดราคาที่ผู้บริโภคในเขตเมืองจ่าย
ดัชนี CPI ของ Bureau of Labor Statistics (BLS) วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ผู้บริโภคในเขตเมืองจ่ายสำหรับตะกร้าสินค้าและบริการตัวแทน ซึ่งรวมหมวดต่าง ๆ เช่น ที่อยู่อาศัย อาหาร เสื้อผ้า การเดินทาง และการดูแลสุขภาพ รายละเอียดแนวคิดอยู่ในคำอธิบาย CPI ของ BLS
การหาต้นทุนที่อยู่อาศัยของเจ้าของบ้านไม่ได้ใช้ราคาซื้อบ้านเป็นราคาบริการที่อยู่อาศัยโดยตรง สำหรับที่อยู่อาศัยที่เจ้าของครอบครอง CPI ใช้แนวคิดค่าเช่าเทียบเท่าเจ้าของบ้าน (owners’ equivalent rent) ซึ่งประมาณค่าเช่าที่เจ้าของจะจ่ายเพื่อเช่าบ้านที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ดังนั้นราคาซื้อบ้านและดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจึงไม่ใช่ตัวแทนเดียวกันกับบริการที่อยู่อาศัยใน CPI
น้ำหนักรายจ่ายของ CPI-U ปรับปรุงเป็นรายปี โดยอิงข้อมูลการใช้จ่ายจากแบบสำรวจเมื่อสองปีก่อน เมื่อเริ่มรอบน้ำหนักรายปีนั้น น้ำหนักจะคงที่ตลอดรอบ ก่อนจะปรับในการอัปเดตประจำปีครั้งถัดไป ตรวจสอบได้จากตาราง relative importance ของ BLS
PCE ครอบคลุมรายจ่ายเพื่อการบริโภคที่จ่ายแทนครัวเรือนด้วย
Personal Consumption Expenditures (PCE) price index จัดทำโดย Bureau of Economic Analysis (BEA) และวัดราคาของรายจ่ายเพื่อการบริโภคที่เกิดขึ้นโดยครัวเรือนและที่จ่ายในนามของครัวเรือน ขอบเขตนี้ทำให้ PCE รวมบริการบางอย่างที่ครัวเรือนได้รับโดยไม่ต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด เช่น การดูแลสุขภาพที่จ่ายผ่าน Medicaid คำอธิบายจากธนาคารกลางสหรัฐเปรียบเทียบขอบเขตของ PCE กับ CPI
PCE ใช้น้ำหนักแบบ chain-type Fisher ที่เปลี่ยนตามรูปแบบรายจ่ายในข้อมูลบัญชีประชาชาติ แทนการตรึงน้ำหนักตะกร้าไว้ยาวนาน วิธีนี้ช่วยให้ดัชนีสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนการซื้อระหว่างช่วงเวลาได้ แต่ก็หมายความว่าผลอาจต่างจาก CPI แม้ว่าจะดูหมวดราคาคล้ายกัน รายละเอียดอยู่ใน คู่มือ NIPA ของ BEA บทที่ 5
ภาพประกอบที่จัดทำสำหรับบทความนี้สื่อแนวคิดเรื่องขอบเขตของตะกร้าผู้บริโภค รายจ่ายที่จ่ายแทนครัวเรือน และผลผลิตภายในประเทศ โดยใช้ฉากเชิงแนวคิด ไม่มีข้อความ ตัวเลข หรือข้อมูลวัดจริง

GDP deflator วัดราคาของผลผลิตที่ผลิตในสหรัฐฯ
GDP price deflator หรือ GDP implicit price deflator วัดราคาสินค้าและบริการที่ผลิตภายในสหรัฐฯ ขอบเขตตามการผลิตทำให้การส่งออกอยู่ในดัชนี ขณะที่การนำเข้าไม่อยู่ เพราะสินค้านำเข้าไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งต่างจากมาตรวัดที่ยึดการซื้อหรือรายจ่ายของผู้บริโภค ดูคำอธิบายของ BEA เรื่อง GDP price deflator
สำหรับดัชนี implicit price deflator สูตรคือ GDP ในดอลลาร์ปัจจุบันหารด้วย GDP ในดอลลาร์แบบ chained แล้วคูณ 100:
GDP deflator = GDP ในดอลลาร์ปัจจุบัน ÷ GDP ใน chained dollars ที่สอดคล้องกัน × 100
BEA อธิบายสูตรไว้ใน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ implicit price deflator GDP deflator จึงไม่ใช่ดัชนีราคาสำหรับสินค้าที่ครัวเรือนซื้อโดยตรง เพราะขอบเขตของมันครอบคลุมองค์ประกอบผลผลิตของ GDP ด้วย
ตัวอย่างสมมติ: ดัชนีเริ่มต้นเท่ากับ 100
สมมติว่า CPI, PCE และ GDP deflator เริ่มต้นที่ระดับดัชนี 100 ในช่วงเริ่มต้นเดียวกัน และในอีกหนึ่งปีต่อมาอยู่ที่ 104, 103.5 และ 102.6 ตามลำดับ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีในตัวอย่างจึงเท่ากับ 4%, 3.5% และ 2.6% ตามลำดับ
ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันหรือการคาดการณ์ เมื่อระดับฐานเป็น 100 การเพิ่มขึ้นจาก 100 เป็น 104 หมายถึงดัชนีเพิ่มขึ้น 4% ในช่วงที่กำหนด ไม่ได้หมายความว่าระดับดัชนี 104 คืออัตราเงินเฟ้อ 104% และไม่ได้บอกว่าราคาทุกอย่างเพิ่มขึ้น 4%
เหตุใดตัวเลขจึงแตกต่างกันได้
ความต่างเกิดได้จากอย่างน้อยสามเรื่อง ประการแรกคือ ขอบเขต: CPI ติดตามตะกร้าของผู้บริโภคในเขตเมือง PCE รวมรายจ่ายที่จ่ายแทนครัวเรือน และ GDP deflator ติดตามผลผลิตที่ผลิตภายในประเทศ การนำเข้าและการส่งออกจึงมีบทบาทต่างกันในแต่ละมาตรวัด
ประการที่สองคือ น้ำหนักและสูตร: น้ำหนัก CPI-U อัปเดตทุกปีจากข้อมูลการใช้จ่ายที่เก็บเมื่อสองปีก่อน และคงที่ในรอบน้ำหนักประจำปี ขณะที่ PCE ใช้น้ำหนักแบบ Fisher ที่เปลี่ยนตามข้อมูลบัญชีประชาชาติ GDP deflator ก็ผูกกับองค์ประกอบของผลผลิต GDP ไม่ใช่ตะกร้าผู้บริโภคแบบเดียวกัน
ประการที่สามคือ วิธีจัดทำและช่วงเวลา: แต่ละชุดข้อมูลอาศัยแหล่งข้อมูลและวิธีประมาณราคาตามขอบเขตของตน PCE และ GDP เป็นส่วนหนึ่งของบัญชีประชาชาติของ BEA ซึ่งอาจมีการปรับย้อนหลังเมื่อมีข้อมูลใหม่ ความแตกต่างจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงว่าดัชนีหนึ่งคำนวณผิด
เลือกดัชนีให้ตรงกับคำถาม
หากถามว่าราคาสินค้าและบริการในตะกร้าผู้บริโภคเขตเมืองเปลี่ยนอย่างไร CPI เป็นจุดเริ่มต้นที่ตรงกับคำถามนั้น หากถามถึงรายจ่ายเพื่อการบริโภคที่เกิดขึ้นโดยหรือในนามครัวเรือน PCE มีขอบเขตที่กว้างกว่าในบางรายการ โดยเฉพาะบริการที่บุคคลอื่นจ่ายให้
หากถามว่าราคาของผลผลิตภายในประเทศเปลี่ยนไปอย่างไร ให้ดู GDP deflator ซึ่งรวมการส่งออกและไม่รวมการนำเข้า เป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาว 2% ของ Federal Reserve วัดจากการเปลี่ยนแปลงรายปีของ PCE price index แม้ Fed จะติดตามดัชนีอื่นและข้อมูลหลายชนิดประกอบการประเมินด้วย ดูคำอธิบาย เป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวของ Fed ไม่มีมาตรวัดใดตอบทุกคำถามได้ สำหรับการแยกสัญญาณนโยบาย การจ้างงาน และ CPI ดู FOMC, CPI และรายงานการจ้างงาน
อ่านข่าวประกาศโดยจับคู่ช่วงเวลาและนิยามให้ตรงกัน
ก่อนเปรียบเทียบ ให้ตรวจว่าตัวเลขเป็นการเปลี่ยนแปลงรายเดือนหรือรายปี เป็นชุดข้อมูลปรับฤดูกาลหรือไม่ และเป็น headline หรือ core ซึ่งตัดอาหารและพลังงานตามนิยามที่รายงานใช้ CPI และ PCE เผยแพร่รายเดือน ส่วน GDP deflator ผูกกับประมาณการ GDP รายไตรมาส อย่านำตัวเลขรายเดือนของ CPI ไปเทียบตรง ๆ กับการเปลี่ยนแปลงรายไตรมาสของ GDP deflator โดยไม่ปรับช่วงเวลาให้สอดคล้องกัน
ตรวจวันเผยแพร่และรุ่นข้อมูลด้วย BEA อาจปรับประมาณการย้อนหลังเมื่อได้รับข้อมูลเพิ่ม ดัชนีมีระดับฐานและปีฐานต่างกันได้ จึงไม่ควรเทียบระดับดิบข้ามชุดโดยคิดว่าตัวเลขระดับหนึ่งสูงกว่าแล้วแปลว่าราคาเพิ่มเร็วกว่า ให้คำนวณอัตราการเปลี่ยนแปลงในช่วงเดียวกันจากชุดข้อมูลเดียวกัน หากต้องการทำความเข้าใจความต่างระหว่างผลตอบแทนตัวเงินกับผลตอบแทนจริง ดู ผลตอบแทนตัวเงินเทียบกับผลตอบแทนจริงหลังเงินเฟ้อ
ข้อจำกัดและแหล่งข้อมูล
ดัชนีระดับประเทศเป็นค่าเฉลี่ยตามขอบเขตและวิธีจัดทำที่กำหนด ไม่ได้จำลองงบประมาณของแต่ละครัวเรือนหรือราคาที่ทุกคนเผชิญ อีกทั้ง CPI, PCE และ GDP deflator ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากการลงทุน และไม่ใช่การคาดการณ์ราคาในอนาคต การตีความควรระบุชื่อดัชนี ช่วงเวลา รุ่นข้อมูล และการปรับฤดูกาลให้ชัดเจน
แหล่งข้อมูลหลัก:
คำถามที่พบบ่อย
Q1ระดับดัชนี 104 หมายถึงเงินเฟ้อ 104% หรือไม่
ไม่ใช่ ระดับดัชนีเป็นค่าที่เทียบกับฐานของชุดข้อมูล การเปลี่ยนแปลงระหว่างระดับ 100 กับ 104 คือ 4% ในตัวอย่างเดียวกัน
Q2เหตุใดค่าเช่าบ้านจึงสำคัญต่อ CPI มากกว่าราคาซื้อบ้าน
CPI ประเมินบริการที่อยู่อาศัยจากค่าเช่าเทียบเท่าสำหรับบ้านที่เจ้าของครอบครอง ไม่ได้ใช้ราคาซื้อบ้านเป็นราคาบริการที่อยู่อาศัยโดยตรง
Q3ถ้าจะดูว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ เท่าไร ควรใช้ดัชนีไหน
ระบุคำถามก่อน CPI, PCE และ GDP deflator มีขอบเขตต่างกัน และเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวของ Fed ใช้การเปลี่ยนแปลงรายปีของ PCE price index ---
แหล่งข้อมูลและการอ่านเพิ่มเติม
รายงานปัญหา
เราจะเตรียมอีเมลพร้อมลิงก์บทความนี้ Mark จะได้รับรายงานเมื่อคุณส่งอีเมลแล้วเท่านั้น
ตรวจสอบอย่างรวดเร็ว
อ่านคู่มือจบแล้ว ลองตอบคำถาม 3 ข้อ
คำถาม 01
ข้อใดอธิบายขอบเขตของ GDP deflator ได้ถูกต้องที่สุด
เลือกคำตอบเพื่อดูคำอธิบาย
อภิธานศัพท์ออปชัน
คำจำกัดความที่ชัดเจนของคำสำคัญ ตั้งแต่ call, put และตารางออปชัน ไปจนถึง IV กรีก ดอกเบี้ยคงค้าง และ max pain
ดูอภิธานศัพท์ออปชัน